ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
พฤศจิกายน 19, 2017, 07:29:55 PM
หน้าแรก ช่วยเหลือ ค้นหา เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก

ข่าว: สมาคมทันตแพทย์เอกชนไทย - Thaiprivatedent.com

+  thaiprivatedent.com
|-+  Miscellaneous Talk
| |-+  ห้องนั่งเล่น
| | |-+  มาดื่มน้ำเพื่อสุขภาพที่ดีกันเถอะ
หน้า: [1]
พิมพ์
ผู้เขียน หัวข้อ: มาดื่มน้ำเพื่อสุขภาพที่ดีกันเถอะ  (อ่าน 2545 ครั้ง)
หมอนันทิยา
Global Moderator
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 659



ดูรายละเอียด
« เมื่อ: สิงหาคม 07, 2009, 08:13:15 PM »

ร่างกายของเรา ต้องดูแลรักษาทำความสะอาดอยู่เสมอ เช่นเดียวกันเครื่องใช้ไม้สอย รถยนต์ ฯลฯ เพื่อให้อยู่ในสภาพที่ดี สามารถใช้งานไปได้นานๆ

การทำความสะอาดร่างกายภายนอก คือ การอาบน้ำ

การทำความสะอาดชำระล้างอวัยวะภายในของร่างกาย คือ การดื่มน้ำที่ถูกหลัก

ในส่วนประกอบทั้งหมดของร่างกาย มีส่วนที่เป็นของเหลวถึง 3 ใน 4 ส่วน หรือคิดเป้น 85% ของน้ำหนักในตัวคน น้ำอยู่ในทุกส่วนของร่างกาย ได้แก่ ในโลหิต ในกล้ามเนื้อ เส้นเอ็น พังผืด หรือแม้ในส่วนที่เป็นของแข็ง เช่น กระดูก เล็บ ฟัน เส้นผม น้ำยังรวมอยู่ในของเสียที่ร่างกายขับถ่ายออกมา เช่น อุจจาระ ปัสสาวะ เหงื่อ น้ำมูก น้ำลาย นั่นก็คือ ร่างกายมนุษย์มีน้ำเป็นส่วนประกอบสำคัญแม้แต่ในส่วนที่เล็กที่สุด

ชีวิตของคนเรา อาจขาดอาหารได้นานนับเป็นเดือน แต่จะขาดน้ำได้เพียง 3-7 วันเท่านั้น ดังนั้นน้ำจึงมีความสำคัญยิ่งต่อร่างกาย และการดำรงชีวิตอยู่ของมนุษย์ รวมถึง สิ่งมีชีวิตทุกชนิด

ร่างกายคนปกติต้องการน้ำในชีวิตประจำวันประมาณ 10 แก้ว ต่อ 1 วัน (ประมาณ 4 ลิตรเป็นอย่างน้อย) ส่วนผู้ที่ต้องสูญเสียน้ำในร่างกายมากในวันหนึ่งๆ เช่น นักกีฬา ผู้ที่ทำงานกลางแดด กรรมกรงานหนัก ต้องเสียเหงื่อจำนวนมาก ย่อมต้องการน้ำมากกว่าคนธรรมดา

ผู้คนจำนวนมากไม่เห็นความสำคัญของการดื่มน้ำ มักดื่มน้ำในเวลาที่คอแห้ง และ กระหายน้ำมากๆ เท่านั้น ซึ่งเป็นผลเสียต่อสุขภาพ

การดื่มน้ำไม่เพียงพอ เกิดผลเสียต่อร่างกายดังนี้

เลือดข้น การไหลเวียนของเลือดลำบาก หัวใจต้องทำงานหนักในการสูบฉีด ทำให้เหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย เมื่อยล้า หัวใจเต้นไม่ปกติ บางครั้งหน้ามืด เพราะเลือดสูบฉีดไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอ ลมหายใจร้อนไม่สดชื่น นัยตาแห้งขาดน้ำหล่อเลี้ยง ใบหน้าร้อนผ่าวมักเกิดอาการร้อนในบ่อยๆ เยื่อบุผนังภายในปากอักเสบ น้ำลายมีรสเปรี้ยวและมีกลิ่นแรง เจ็บลิ้น ลิ้นเป็นฝ้าสีเหลืองหนา ริมฝีปากแห้งแตก ผิวหนังหยาบไม่ชุ่มชื่นสดใส การขับถ่ายของเสียไม่สะดวก เ่ช่น ท้องผูก ถ่ายลำบาก ปัสสาวะติดขัด มีสีเหลืองเข้ม เป็นเหตุให้ไตพิการ ไตวาย เกิดนิ่วในกระเพาะปัสสาวะ อุณหภูมิร่างกายสูง เหงื่อน้อย ตัวเหนียวและมีกลิ่นตัวแรง ซึ่งอาการทั้งหมดนี้คืออาการของการที่ได้รับน้ำไม่เพียงพอ

เมื่อรู้เช่นนี้แล้ว เรามาดื่มน้ำเพื่อสุขภาพกันเถอะ

บันทึกการเข้า
หมอนันทิยา
Global Moderator
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 659



ดูรายละเอียด
« ตอบ #1 เมื่อ: สิงหาคม 07, 2009, 08:14:18 PM »

การดื่มน้ำนั้นมีหลักในการดื่มที่ถูกต้องเพื่อทำให้สุขภาพที่ดี โดยมีวิธีการดังต่อไปนี้คือ

น้ำที่ดื่ม เป็นน้ำธรรมดาไม่เป็นน้ำที่ร้อนมากหรือเย็นจัด ถ้าเป็นน้ำอุ่นๆ เล็กน้อย ดื่มในตอนเช้า จะทำให้ระบบขับถ่ายดีขึ้น และทำให้ลำไส้สะอาด
ระยะเวลาที่ดื่มน้ำในหนึ่งวัน (อาจเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยตามความสะดวก) รวมแล้วให้สามารถดื่มน้ำเปล่าได้วันละ 10 แก้ว นอกเหนือจากนี้ ยังสามารถดื่มน้ำผลไม้ นม ฯลฯ ได้อีกไม่จำกัด
- ตื่นนอนตอนเช้า ดื่มน้ำ 1 แก้ว (ประมาณ 400 ซีซี)
- ตอนสาย ดื่มน้ำ 2 แก้ว (เวลาประมาณ 9.00 ? 10.00 น.)
- ตอนบ่าย ดื่มน้ำ 3 แก้ว (เวลาประมาณ 13.00 ? 14.00 น.)
- ตอนเย็น ดื่มน้ำ 3 แก้ว (เวลาประมาณ 19.00 ? 20.00 น.)
- ก่อนเข้านอน ดื่มน้ำ อีก 1 แก้ว เพื่อให้น้ำที่ดื่มไหลเวียน ชะล้างสิ่งตกค้างในลำไส้และกระเพาะอาหาร ถ้าเป็นน้ำอุ่นจะช่วยให้หลับสบายดียิ่งขึ้น
ข้อควรจำ
- ไม่จำเป็นต้องดื่มน้ำ 2-3 แก้ว ติดต่อกันทันที ให้ดื่มตามปกติสบายๆ ผู้ที่ดื่มครั้งแรกๆ จะรู้สึกคลื่นไส้นิดหน่อยเป็นอาการปกติธรรมดา เพราะผนังลำไส้ และกระเพาะอาหารขยายตัวขึ้น หลังจากนั้นก็จะไม่มีอาการดังกล่าวอีก สามารถดื่มได้ง่าย รู้สึกสดชื่นสบายที่ได้ดื่มน้ำมากๆ
- เมื่อดื่มน้ำไปสักครุ๋หนึ่ง จะปัสสาวะบ่อย ปัสสาวะครั้งแรกๆ จะมีสีเหลืองขุ่นกลิ่นฉุน เนื่องจากน้ำที่ดื่มไปจะชะล้างไตให้สะอาด (ไตเป็นเหมือนเครื่องกรองน้ำของร่างกาย)
- อย่าดื่มน้ำมากก่อนหน้าที่จะรับประทานอาหาร (ควรงดดื่มน้ำจำนวนมากสักครึ่งชั่วโมงก่อนรับประทานอาหาร) และหลังรับประทานอาหารเสร็จใหม่ๆ ก็ไม่ควรดื่มน้ำมากๆทันที
- การรับประทานอาหารพร้อมน้ำดื่มตลอดเวลาเป็นนิสัยที่ควรเลิก หากรู้สึกฝืดคอในระหว่างรับประทานอาหาร ให้ซดน้ำซุปแกงจืดแทน การดื่มน้ำมาก ในระหว่างรับประทานอาหาร ทั้งก่อนหน้าและหลังอาหารทันที จะทำให้น้ำย่อยในกระเพาะอาหารเจือจาง การย่อยจะเป็นไปได้ไม่ดี
- ไม่ควรรับประทานอาหารในแต่ละเมื้อจนอื่มแน่นท้องเกินไป ควรให้อิ่มพอดีแล้วรับประทานผลไม้สดจะทำให้สะอาดคอ แล้วจิบน้ำตามนิดหน่อยท่านจะรู้สึกสบายท้อง หลังจากนั้นครึ่งชั่วโมง จึงดื่มน้ำตามปกติ
หากเราดื่มน้ำให้ถูกหลักเช่นนี้เป็นประจำแล้ว จะทำให้เป็นผู้ที่มีสุึขภาพอนามัยดี ร่างกายสดชื่น กระปรี้กระเปร่าแข็งแรง สามารถประกอบภาระกิจการงานได้ดียิ่งขึ้น

ขอบคุณที่มา blog.phuketindex.com/arnat/water-drinking-91.html#more-91
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มิถุนายน 24, 2014, 02:08:36 PM โดย admin » บันทึกการเข้า
หมอนันทิยา
Global Moderator
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 659



ดูรายละเอียด
« ตอบ #2 เมื่อ: สิงหาคม 07, 2009, 08:16:09 PM »

วิธีดื่มน้ำรักษาโรคต่างๆ ตามที่มีคนทดสอบแล้วได้ผล คือ ตื่นเช้าลุกขึ้นไม่ล้างหน้า ไม่บ้วนปากแล้วดื่มน้ำสุก 5 แก้ว (ขวดวิสกี้บรรจุได้ 3 แก้ว) หรือ น้ำหนักของน้ำ 1.26 ก.ก. เท่ากับ 5 แก้ว โดยดื่มรวดเดียวจะรู้สึกหายใจเหนื่อยอึดอัดไปหน่อย หลังจากนั้นจะปัสสาวะบ่อยๆ การปฏิบัติเช่นนี้ หากผู้ไม่มีความเชื่อมั่นอาจจะเลิกเสียกลางคัน ผู้ที่ใช้สมองทั้งวันทั้งคืน ในธุรกิจการค้า หาเวลาออกไปออกกำลังกายไม่ได้ ทุกเช้าควรปฏิบัติดื่มน้ำรักษาโรคแทนการออกกำลังกาย จะทำให้ปราศจากโรค วิธีการนี้ได้ผลเนื่องมาจากจะไปทำให้ลำไส้ใหญ่ผลิตเลือดใหม่ๆมากขึ้น หากลำไส้ใหญ่เคลื่อนไหวไม่เต็มที่จะเป็นเหตุให้เลือดจาง มีอาการอ่อนเพลีย และเป็นโรครักษายาก ลำไส้ของผู้ใหญ่ยาว 8 เมตร ทำหน้าที่ดูดธาตุต่างๆ จากอาหาร ถ้าลำไส้สะอาดอาหารที่ได้รับประทานเข้าไปผ่านการย่อยแล้วดูดไปผลิตเป็นเลือดใหม่เป็นการเร่งให้เกิดพลังงาน ให้สมบูรณ์มากยิ่งขึ้น โรคต่างๆจะหายไป อายุก็จะยืนขึ้นตาม



มหาวิทยาลัยในมณฑลต่างๆในประเทศจีน ได้ผ่านการทดลองและได้ประกาศ ให้ทราบโดยทั่วกันว่า การดื่มน้ำรักษาโรค สามารถรักษาโรคดังต่อไปนี้ได้คือ ท้องผูก ปวดหัว เวียนศีรษะ โลหิตจาง โรคประสาท ความดัน โลหิตสูง อัมพาต เป็นลม ปากเบี้ยว โรคปวดตามข้อ โรคอ้วนพี ปวดในกระดูกเส้นเอ็น ปวดเมื่อย หูอื้อ ใจเต้นเร็ว มือเท้าอ่อนเพลีย โรคไอ โรคหืด หอบ หลอดลมอักเสบ วัณโรค เยื่อสมองอักเสบ โรคตับ โรคไต เป็นนิ่ว กรดเปรี้ยวในกระเพาะอาหารมากเกินไป กระเพาะอืด กระเพาะอาหารเป็นแผลเน่าเรื้อรัง โรคบิด โรคริดสีดวงทวาร โรคเบาหวาน โรคตาต่างๆ สตรีประจำเดือนไม่ปกติ ระดูขาว มะเร็งในมดลูก มะเร็งเต้านม จมูกอักเสบ เจ็บคอ และโรคผิวหนังต่างๆ

สรุปแล้วมันรักษาได้โรคได้มากมายเลยทีเดียว แต่ยังไงก็แล้วแต่อย่าเพิ่งเชื่อ จนกว่าจะทดลองด้วยตัวคุณเอง (ลองได้ไม่เสียเงิน)

บันทึกการเข้า
admin
Administrator
Jr. Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 469


ดูรายละเอียด
« ตอบ #3 เมื่อ: สิงหาคม 08, 2009, 08:39:10 PM »

ขอบคุณ.... ข้อมูล ดีๆ อีกครั้ง ครับ
บันทึกการเข้า
หมอนันทิยา
Global Moderator
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 659



ดูรายละเอียด
« ตอบ #4 เมื่อ: สิงหาคม 08, 2009, 08:39:48 PM »

 :6: :6:
บันทึกการเข้า
jokerzero
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #5 เมื่อ: ตุลาคม 07, 2010, 04:04:34 PM »

ความเย็นจัดรักษาโรคได้หรือ
   
 


ในประเทศเยอรมนี มีคนเชื่อกันว่า การอยู่ในห้องที่มีอุณหภูมิ -110ห?C สามารถช่วยรักษาโรคได้

ทั้งนี้ ครอบครัว Seyrling der Kaelterarmut ในประเทศเยอรมนี ได้สร้างห้องเย็นในโรงแรมของพวกเขาที่ชื่อว่า AlpenMedHotel Lamm เพื่อเป็นห้องที่ใช้ความเย็นรักษาโรค (Cryotherapy) โดยทำเป็น 3 ห้อง ห้องแรกมีอุณหภูมิ -15ห?C ห้องที่สอง - 60ห?C และห้องที่สาม -110ห?C โดยมีแพทย์คอยตรวจร่างกายให้ก่อน เช่น ตรวจความดันโลหิต โดยผู้ที่อยู่ในห้องเย็นจะต้องเคลื่อนไหวร่างกายให้มาก เช่น เดินไปมา หายใจเข้าสั้นๆ แล้วปล่อยลมหายใจยาวๆ ออกมา ใส่ชุดว่ายน้ำ รองเท้าที่กระชับ ปิดปากจมูก สวมถุงมือและมีผ้าคาดหน้าผาก เร่ิมจากห้องที่มีอุณหภูมิต่ำสุด -15ห?C ก่อนแล้วจึงไปห้องที่สองและสาม ขณะอยู่ในห้องเย็นต้องเดินไปมาเหมือนหนูติดจั่นโดยไม่หยุด มีดนตรีให้ฟังและมีคนคอยถามอาการและบอกเวลาอยู่นอกห้องว่ากี่วินาทีแล้ว ผู้บำบัดในห้องเย็นจะรู้สึกเจ็บปวดร่างกาย ต้องใช้เวลาในห้องสุดท้าย 2 นาที และกลับมาที่ห้องที่มีอุณหภูมิต่ำลงทั้งสองห้อง เสร็จแล้วก็วัดความดันและพักผ่อนครึ่งชั่วโมง แล้วจึงเคลื่อนไหวร่างกาย

 

 
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มิถุนายน 24, 2014, 02:09:04 PM โดย admin » บันทึกการเข้า
หน้า: [1]
พิมพ์
กระโดดไป:  



เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.9 | SMF © 2006-2008, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF
designed by จัดฟัน เชียงใหม่
Valid XHTML 1.0! Valid CSS!
หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.376 วินาที กับ 24 คำสั่ง